14 มิถุนายน 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงกรณีการใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ว่าถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินมาตรการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสได้สืบพันธุ์วางไข่ และสามารถเจริญเติบโตให้เกิดความสมดุลกับการใช้ประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับผลการประเมินทางวิชาการโดยอ้างอิงจากข้อมูลในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่อ่าวไทยตอนในพบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ

นอกจากนี้อัตราการจับสัตว์น้ำจากเรือสำรวจประมง 2 ยังพบว่าทั้งช่วงที่ 1 และ 2 ในระหว่างมาตรการและหลังมาตรการ มีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมาตรการ โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 1,500.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ขณะที่ช่วงที่ 2 อัตราการจับหลังมาตรการเพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัม/วัน จากเดิมก่อนมาตรการอยู่ที่ 950.00 กิโลกรัม/วัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) โดยชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เป็นกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาทู ปลาสีกุนเขียว ปลาสีกุนบั้ง
สำหรับปลาทู สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย พบว่า หลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้เป็นปลาทูขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าเขตพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนใน โดยกลุ่มปลาทูเหล่านี้มีการเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาว (ความยาวขนาด 13 - 22 เซนติเมตร)
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากสถิติปริมาณการจับปลาทูในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน ปีที่ผ่านมา พบปริมาณการจับเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้จากข้อมูลปริมาณผลผลิตจากการทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนใน ที่เปรียบเทียบระหว่าง ปี 2567 และปี 2568 พบว่าในปี 2567 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,401 ตัน และปี 2568 มีปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับ 1,761 ตัน เพิ่มขึ้น 360 ตันหรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 25.69
จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) นั้น มีประสิทธิภาพและความเหมาะสมในการดำเนินการ ทั้งในด้านพื้นที่และระยะเวลา ที่สามารถเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ในปี 2569 กรมประมงจึงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการตามเดิม ซึ่งแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ช่วงเวลา และมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 15 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร
ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 30 กันยายน 2569 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร
โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังนี้
1. อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง
2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ โดยห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน
3. อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก
4. อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
5. ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้
6. ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้ว ขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง
7. ลอบหมึกทุกชนิด
8. ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำการประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง
9. คราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย
10. อวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย
11. จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก
12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง
13. เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ประกอบกับเครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนลากคู่ อวนลากคานถ่าง อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ) และเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.2558
สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯ ที่ออกตามความในมาตรา 71 (1) และเครื่องมือที่ใช้ทำการประมงต้องไม่ใช่เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำการประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงจำเป็นต้องห้ามใช้ทำการประมงในพื้นที่ และช่วงเวลามาตรการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากช่วงหลังมาตรการยังพบการจับสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก โดยหากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงแล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ในการร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยกรมประมงจะติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน ของ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการทำงานของกรมประมง Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมง ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต