เมื่อวันทที่ 6 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก ได้ออกมาโพสต์ข้อความชวนคิดเกี่ยวกับประเด็นร้อนระหว่างไทย - กัมพูชา ภายหลังจากที่ไทยมีการประกาศยกเลิก MOU 2544 พร้อมเดินหน้ากระบวนการการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญา UNCLOS จัดการข้อพิพาททางทะเล โดยระบุว่า เขมรใช้กลไก UNCLOS เล่นงานไทย แล้วมันคืออะไรล่ะ ไทยไม่ยอมรับได้ไหม ฉบับเข้าใจง่าย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (the United Nations Convention on the Law of the Sea) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า UNCLOS 1982
หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด UNCLOS คือกรอบนิยามกว้างๆ ที่วางกฎกติกาพื้นฐานไว้ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้ทุกประเทศทั่วโลกใช้บรรทัดฐานทางวิทยาศาสตร์และภูมิศาสตร์ชุดเดียวกันในการวัดอาณาเขต แทนที่จะใช้กำลังทหารตัดสินว่าใครคือเจ้าของพื้นที่ ซึ่งภายใต้กรอบใหญ่นี้ UNCLOS ยังได้บรรจุกลไกตัวกลาง ไว้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับแก้ปัญหา การลงนามในข้อตกลงนี้จึงเป็นการที่ทุกประเทศยอมรับว่า หากเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่คุยกันเองไม่จบ เราจะใช้คนกลางและหลักการสากลเหล่านี้มาช่วยตัดสิน เพื่อให้แต่ละชาติรู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ขุดเจาะทรัพยากรหรือประมงได้ไกลถึงจุดไหนโดยไม่ไปล้ำเส้นคนอื่น
ในส่วนปัญหาความซับซ้อนในอ่าวไทย เกิดจากอ่าวไทยมีลักษณะเป็นทะเลกึ่งปิดและมีขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อทุกประเทศพยายามอ้างสิทธิ์ตามกฎหมาย UNCLOS เส้นเขตแดนจึงลากมาทับซ้อนกันจนกลายเป็นพื้นที่ OCA ขนาดใหญ่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่เราไม่ใช้กลไกตัวกลางของ UNCLOS ในการแก้ปัญหาพื้นอ่าวไทยในตอนแรก เพราะอ่าวไทยมีภูมิศาสตร์ซับซ้อน แบ่งเขตแดนทางทะเลได้ยาก ไทยจึงใช้วิธีการหาข้อตกลงเจรจากับแต่ละประเทศเองเช่นกับมาเลเซียที่จัดตั้งพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่กับกัมพูชา ซึ่งฝ่ายกัมพูชานั้นไม่ได้มีสถานะเป็นภาคีที่สมบูรณ์หรือไม่ได้นำกลไกของ UNCLOS มาใช้เป็นบรรทัดฐานหลักในการเจรจาตั้งแต่ต้น แต่เพิ่งจะหันมา ให้สัตยาบันและยกระดับการใช้สิทธิผ่าน UNCLOS อย่างเต็มตัวเมื่อต้นปี 2569 นี้เอง
โดยก่อนหน้านี้กัมพูชาเลือกที่จะยึดถือการอ้างเส้นเขตแดนตามแผนที่ระวาง 1 : 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่เก่าในอดีต (สมัยฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นการลากเส้นที่ผ่าทะลุตัวเกาะกูดของไทยออกไปในทะเล ทั้งที่ตามหลักสากลและสนธิสัญญาประวัติศาสตร์สยาม-ฝรั่งเศสยืนยันชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของไทย เมื่อกัมพูชาลากเส้นแบบตีมึน ในปี 2515 และไทยประกาศเส้นตามหลักสากลในปี 2516 ผลที่ตามมาคือพื้นที่ทับซ้อนมหาศาลที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ ไทยพยายามนำโมเดลเดียวกับมาเลเซีย ไปทำแบบเดียวกันกับกัมพูชาโดยเซ็น MOU 2544 ขึ้นมาแต่ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ยังตกลงกันไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ยกเลิก MOU ในปัจจุบัน
ดังนั้น การที่กัมพูชาแก้เกมด้วยการใช้กลไกตัวกลางของ UNCLOS อาจจะเรียกว่าไพ่ใบสุดท้ายก็ไม่ผิดนัก เพราะทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ต้องแบกรับความเสี่ยง จากเดิมที่เป็นโต๊ะเจรจาระดับทวิภาคี ไปสู่มือของคณะกรรมาธิการประนีประนอมภายใต้กรอบ UNCLOS ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะของทั้งสองประเทศจะเปลี่ยนจากที่ ตกลงกันเอง กลายเป็น คู่ความ ที่ต้องฝากชะตากรรมไว้กับการตีความของคนกลาง
ความน่ากังวลที่สุดอยู่ตรงที่กติกา UNCLOS นั้นมีความยืดหยุ่นสูงแต่ก็คลุมเครือในหลายจุด โดยเฉพาะการให้น้ำหนักระหว่างเกาะ และโขดหินในการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล ส่วนการที่เราจะปฏิเสธไม่ยอมรับกระบวนการนี้ คงเป็นเรื่องยาก เพราะประเทศไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ UNCLOS 1982 อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ซึ่งการเป็นภาคีสมาชิกนั้นมาพร้อมกับพันธกรณีที่ต้องยอมรับกลไกการระงับข้อพิพาทที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในแง่หนึ่ง UNCLOS น่าจะช่วยให้สิทธิทางทะเลของเกาะกูดมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของเกาะเล็กเกาะน้อยหรือโขดหินต่าง ๆ เนื่องจากภายใต้ UNCLOS 1982 หลักเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดนได้เปลี่ยนไปเน้นความสมดุลและความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิของพื้นที่ที่เป็นเพียง โขดหิน ซึ่งอาจถูกลดน้ำหนักจนไม่มีผลในการลากเส้นเขตแดนเลย เหมือนกรณีศึกษาระหว่างโรมาเนียและยูเครน ที่ศาลให้ความสำคัญกับลักษณะทางธรรมชาติมากกว่าสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งกรณีนี้มีนัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อย่างเกาะโลซินของเราที่มีเพียงประภาคารตั้งอยู่
แม้ผลสรุปจากคณะกรรมาธิการ ไม่เหมือนคำพิพากษาของศาลโลก ไทยจะไม่ยอมรับ ผลสรุปจากคณะกรรมาธิการก็ได้ แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่กดดันสถานะของไทยบนเวทีโลกอย่างมหาศาล โดยรวมแล้วเขมรอาจเป็นฝ่ายเสียประโยชน์มากกว่าในเชิงเนื้อที่ แต่แนวเขตทางทะเลของไทยเองก็อาจถูกปรับลดเช่นกัน