วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรมีมติ 266 ต่อ 174 เสียง ไม่อนุมัติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง เมกะโปรเจ็กต์มูลค่าเกือบ 997,680 ล้านบาท หลังมีการเสนอญัตติให้สภาฯ ตั้งกลไกตรวจสอบและติดตามโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการผลักดันเชิงนโยบาย
สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ภายใต้กรอบระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC มีเป้าหมายเชื่อมท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร กับท่าเรือน้ำลึกฝั่งทะเลอันดามัน จ.ระนอง ระยะทางประมาณ 89-90 กิโลเมตร ผ่านระบบมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และท่อพลังงาน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้า ลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา
รัฐบาลมีแผนดำเนินโครงการในรูปแบบ PPP หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง และอยู่ระหว่างปรับปรุงร่างเอกสาร RFP เพื่อใช้คัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน

ด้านรัฐบาลมองว่า สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้โครงการนี้ช่วยดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้ภาคใต้ในระยะยาว ขณะที่สิงคโปร์ก็แสดงความสนใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว โดย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์ยังถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยข้อกังวลสำคัญอยู่ที่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสิทธิของชุมชนในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์ว่าแลนด์บริดจ์อาจไม่สะดวกเท่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา เนื่องจากสินค้าต้องถูกขนถ่ายจากเรือขึ้นบก ก่อนลำเลียงข้ามฝั่งและนำกลับลงเรืออีกครั้ง ต่างจากเส้นทางช่องแคบมะละกาที่สามารถเดินเรือได้ต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน EnLaw ได้เปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านร่างกฎหมาย SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยปัจจุบันมียอดผู้ร่วมลงชื่อมากกว่า 50,000 รายชื่อแล้ว
ทั้งนี้ รายงาน EHIA ของท่าเรือทั้งสองฝั่งได้จัดทำเสร็จและส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. พิจารณาแล้ว ส่วนโครงการมอเตอร์เวย์อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ขณะที่โครงการรถไฟทางคู่อยู่ในความดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท.