วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 พรรคประชาชน พร้อมด้วย อธิการ ถิรวิริยพล ผู้สมัคร ส.ก. เขตวังทองหลาง เบอร์ 2 พรรคประชาชน ลงพื้นที่ซอยรามคำแหง 53 เขตวังทองหลาง เพื่อหาเสียงและนำเสนอนโยบาย ค้าขายง่าย ให้กับประชาชนในพื้นที่

ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อรับฟังปัญหาการสัญจรทั้งทางถนนและทางเท้าของประชาชน รวมถึงปัญหาการค้าขายในพื้นที่ โดยพบว่าการใช้พื้นที่สาธารณะภายในซอยรามคำแหง 53 มีปัญหาสำคัญ ได้แก่ รถจอดกีดขวางการจราจร และการตั้งหาบเร่แผงลอยริมถนน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการสัญจรทั้งบนถนนและทางเท้าของประชาชนในพื้นที่

ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยบนทางเท้าเพื่อคืนพื้นที่ให้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการสัญจรให้กับคนกรุงเทพฯ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ค้าจำนวนหนึ่งยังต้องการพื้นที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณที่ไม่ใช่จุดผ่อนผัน จึงเกิดการลักลอบค้าขาย และนำไปสู่ปัญหาระบบส่วย พรรคประชาชนจึงตั้งใจออกแบบนโยบายที่สร้างจุดสมดุลระหว่างผู้สัญจรและผู้ค้าขาย เพื่อให้นโยบายที่ออกมาตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่ม

นโยบายของพรรคประชาชน คือการเพิ่มจุดผ่อนผันหาบเร่แผงลอย เพื่อให้คนกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงอาหารราคาถูกได้ง่ายขึ้น โดยกรุงเทพมหานครจะสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ริมทางรถไฟ พื้นที่เอกชนที่เจ้าของยินยอมเข้าร่วมโครงการ หรืออาคารและตึกแถวที่ถูกปล่อยร้าง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นพื้นที่ค้าขายและฟื้นฟูเศรษฐกิจในย่านต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังเสนอการใช้มาตรการจูงใจภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือการให้สิทธิประโยชน์ด้านผังเมือง เพื่อสนับสนุนการจัดตั้ง Food Court ราคาย่อมเยาในย่านต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ให้เพิ่มมากขึ้น
นโยบายการจัดการหาบเร่แผงลอยของพรรคประชาชนจะยึดสิทธิของผู้ใช้ทางเท้าเป็นหลัก โดยการกำหนดจุดผ่อนผันใหม่จะคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสัญจรและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ชัยวัฒน์ระบุว่า สำหรับนโยบายดังกล่าว ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ของพรรคประชาชนได้ลงพื้นที่พูดคุยกับทั้งประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการสัญจร และกลุ่มผู้ค้าขาย เพื่อรับฟังข้อกังวลและหาแนวทางร่วมกัน โดยข้อเสนอสำคัญคือการจัดระเบียบพื้นที่ค้าขาย กำหนดจุดและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการประกอบการ

ชัยวัฒน์กล่าวปิดท้ายว่า กรุงเทพมหานครต้องเป็นเมืองที่สามารถออกแบบกติกาและบริหารจัดการพื้นที่ให้ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันได้ ตนเชื่อว่าการจัดระเบียบอย่างมีส่วนร่วมจะนำไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และทำให้การใช้พื้นที่สาธารณะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนกรุงเทพฯ ทุกคน