รัฐบาล สวนเดือด! หลัง ไอซ์ รักชนก สับปม TH AI Passport
รัฐบาล สวนเดือด! หลัง ไอซ์ รักชนก สับปม TH AI Passport
ข่าวการเมือง

รัฐบาล สวนเดือด! หลัง ไอซ์ รักชนก สับปม TH AI Passport

ฟังข่าวนี้

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก ออกมาเผยแพร่คลิปวิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยเปรียบเทียบว่าเป็น รหัส ATM กดเงิน และเชื่อมโยงกับการใช้งบทำแอปพลิเคชันภาครัฐในอดีต ว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ อย่างไรก็ตาม บางประเด็นอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อบทบาทของเทคโนโลยี AI ในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่

รองโฆษกรัฐบาลอธิบายเพิ่มเติมว่า การนำ AI ไปเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันภาครัฐในอดีต อาจไม่สอดคล้องกับลักษณะของเทคโนโลยี เนื่องจาก Generative AI ไม่ใช่ แอปเฉพาะกิจ แต่ถือเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานรูปแบบใหม่ หรือ General Purpose Technology ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการทำงานในทุกภาคส่วน ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในอดีต

พร้อมย้ำว่า AI ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ดังนั้น หากคนไทยไม่สามารถเข้าถึง AI ได้ ก็อาจสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน ทั้งด้านการศึกษา การทำงาน และการดำเนินธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า โครงการ TH AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น แพลตฟอร์มกลาง สำหรับรวบรวมเครื่องมือ AI ระดับโลกไว้ในจุดเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง National Super App ของรัฐบาล ที่ต้องการลดความซ้ำซ้อนของบริการดิจิทัล และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของประชาชน ไม่ใช่การพัฒนาแอปใหม่แยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีข้อวิจารณ์ว่า การลดค่าครองชีพไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงดีอี รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ปัจจุบันบริการ AI ระดับสูงมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 700-1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นภาระสำหรับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI จึงถือเป็นการช่วยลดต้นทุนทางดิจิทัล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่การแจกสิทธิ์ฟรีโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นระบบ Learn to Earn ที่ผู้เข้าร่วมต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน AI ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro อีกทั้งยังมีระบบหมุนเวียนสิทธิ์อัตโนมัติสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อทั้งประชาชนและงบประมาณของรัฐ

รองโฆษกรัฐบาลยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศทั่วโลกต่างมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึง AI และเร่งยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน เพราะมองว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือเทคโนโลยีทั่วไป

ในด้านความคุ้มค่าของงบประมาณ รัฐบาลระบุว่า หากประชาชนจำนวน 5 ล้านคนต้องสมัครใช้บริการ AI ระดับ Pro ด้วยตนเอง จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึงประมาณ 36,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลใช้วิธีจัดซื้อรวมในระดับประเทศ ทำให้สามารถลดต้นทุนลงเหลือประมาณ 1,600 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพของการใช้อำนาจต่อรองในระดับรัฐ

ช่วงท้าย รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมเปิดรับการตรวจสอบทุกโครงการ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ควรอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเตือนว่า หากประเทศไทยยังมอง AI เป็นเพียง แอปพลิเคชัน แบบเดิม อาจทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสสำคัญในการแข่งขันระดับโลก

ทั้งนี้ รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทยอย่างจริงจัง และจะเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนเศรษฐกิจ AI ของโลก

ข่าวที่คุณอาจสนใจ