มีการคาดการณ์ว่า Elon Musk ในฐานะเจ้าของ Tesla และ SpaceX กำลังเจรจาขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxis) ในจีน ขณะเดียวกันก็ต้องการผลักดันยอดขายหุ่นยนต์ AI ของตนเองในตลาดจีน
นอกจากนี้ มัสก์ยังมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ผลิตแผงโซลาร์จากซัพพลายเออร์จีน มูลค่าราว 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ดีลดังกล่าวอาจสะดุด เนื่องจากรัฐบาลจีนกำลังพิจารณาจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้นโยบายกีดกันทางการค้า
สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ว่า มัสก์เป็นทั้ง “ไอดอลระดับโลก” และ “ภัยคุกคามด้านความมั่นคง” ในสายตาของจีน โดยในฐานะแรงบันดาลใจ เขามีผู้ติดตามบน Weibo มากกว่า 2.3 ล้านคน จนได้รับฉายาว่า “พี่หม่า” (Ma Ge) และยังเป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีน ซึ่งพยายามพัฒนาเทคโนโลยีตามแนวทางของ Tesla
อย่างไรก็ตาม กองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) มีความกังวลต่อบทบาทของระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink จากกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเกรงว่าสหรัฐฯ อาจใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
แม้จะมีความกังวลด้านความมั่นคง แต่หลายฝ่ายเชื่อว่า มัสก์และรัฐบาลจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันในหลายอุตสาหกรรม ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ AI หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ และเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ โดยแม้คู่แข่งอย่าง BYD และ Chery จะพัฒนาไล่ตามอย่างรวดเร็ว แต่ Tesla ยังถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์และนวัตกรรมที่ค่ายรถจีนต้องศึกษา
ด้าน Jensen Huang CEO ของ NVIDIA กำลังหาทางออกจากมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ หลังไม่สามารถจำหน่ายชิป AI ให้กับจีนได้ ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งกำลังผลักดันการใช้เทคโนโลยีภายในประเทศ โดยเฉพาะชิปที่พัฒนาโดย Huawei
ล่าสุด Reuters รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ อนุมัติให้บริษัทจีนราว 10 แห่ง ได้แก่ Alibaba, Tencent, ByteDance และ JD.com รวมถึงบริษัทตัวแทนอย่าง Lenovo และ Foxconn สามารถซื้อชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia ได้ โดยจำกัดจำนวนรายละไม่เกิน 75,000 ชิ้น
รายงานยังระบุว่า Donald Trump ได้เจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับส่วนแบ่งรายได้ 25% จากยอดขายชิป ภายใต้เงื่อนไขว่า ชิปจะต้องถูกส่งผ่านดินแดนสหรัฐฯ ก่อนส่งต่อไปยังจีน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ทางการจีนยังคงกังวลว่า การนำเข้าชิปจากสหรัฐฯ อาจทำให้โครงการพัฒนาชิป AI ภายในประเทศอ่อนแอลง โดยมีการวิเคราะห์ว่า การเดินทางร่วมกับทรัมป์ของ Jensen Huang ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการปลดล็อกดีลการขายชิป H200 ที่ยังค้างคาอยู่
ส่วนการเดินทางของ Kelly Ortberg CEO ของ Boeing ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาขายเครื่องบินพาณิชย์ล็อตใหญ่ให้สายการบินจีน ซึ่งอาจมีจำนวนสูงถึง 500 ลำ โดยก่อนหน้านี้ Ortberg เคยระบุว่า ความสำเร็จของดีลขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ “100%”
ปัจจุบัน Boeing มีรายงานว่าเสียเปรียบอย่างหนักให้กับคู่แข่งอย่าง Airbus ซึ่งสามารถคว้าดีลจากจีนไปแล้วมากกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2025
ขณะที่ BBC ตั้งข้อสังเกตว่า การเยือนจีนของ Sanjay Mehrotra CEO ของ Micron Technology เป็นประเด็นที่น่าจับตา เนื่องจากจีนเคยสั่งแบนชิปของ Micron ในปี 2023 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง และคาดว่าเขาอาจเดินทางไปเพื่อแก้ปัญหาและฟื้นฟูธุรกิจในจีนโดยตรง
สำหรับกลุ่มผู้บริหารด้านการเงินจาก Blackstone, BlackRock, Goldman Sachs, Citigroup, Visa และ Mastercard มีการคาดการณ์ว่า พวกเขาอาจร่วมกันผลักดันให้จีนเปิดเสรีและลดมาตรการกีดกันทางเศรษฐกิจ เพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้าถึงตลาดการเงินจีนได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า ต้องการให้จีนเปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
ปิดท้ายด้วยการเดินทางของผู้บริหารจาก Cargill ยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จะเข้าเจรจาให้จีนกลับมานำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะถั่วเหลือง หลังจีนหันไปซื้อจากบราซิลและประเทศในอเมริกาใต้มากขึ้น เพื่อตอบโต้นโยบายกำแพงภาษีของรัฐบาลทรัมป์
ชมคลิป