คาหนังคาเขา! บุกรวบแก๊งค้าบัญชีม้าคาห้างย่านเมืองทองธานี ยึดของกลางพร้อมสมุดบัญชีนิติบุคคล
คาหนังคาเขา! บุกรวบแก๊งค้าบัญชีม้าคาห้างย่านเมืองทองธานี ยึดของกลางพร้อมสมุดบัญชีนิติบุคคล
ข่าวอาชญากรรม

คาหนังคาเขา! บุกรวบแก๊งค้าบัญชีม้าคาห้างย่านเมืองทองธานี ยึดของกลางพร้อมสมุดบัญชีนิติบุคคล

ฟังข่าวนี้

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกอง บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ภายใต้อำนว นการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.สุรพันธ์ มั่นคง ดี พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ปันไชย รอง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. พ.ต.ท.เสรี บุญยะรัตน์ พ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.4 บก.ปพ. โดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ.นำ กำลังเจ้าหน้าที่ กก. 4 บก.ปพ. เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญ หลังสืบทราบเบาะแสขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติและกลุ่มคอลเซ็นเตอร์กำลังเร่งเสาะหาบัญชีเงินฝากที่เป็นรูปแบบ “นิติบุคคล” เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินและหลอกลวงประชาชนในวงกว้าง โดยปฏิบัติการครั้งนี้สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ 2 ราย ขณะกำลังนัดหมายส่งมอบของกลาง ที่บริเวณห้างสรรพสินค้าชื่อดังเมืองทองธานี

ในการจับกุมครั้งนี้สายลับได้เข้าแจ้งเบาะแส ว่ามีกลุ่มผู้ค้าบัญชีม้ากำลังเร่งหาลูกค้าเพื่อขายสมุดบัญชีธนาคารพร้อมเอกสารจดทะเบียนบริษัท ซึ่งถือเป็นสินค้า “เกรดพรีเมียม” ในตลาดมืด เพราะบัญชีนิติบุคคลสามารถทำธุรกรรมได้มูลค่าสูงและมีความน่าเชื่อถือมากกว่าบัญชีบุคคลธรรมดา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนวางแผนซ้อนแผนเข้าล่อซื้อโดยทำทีเป็นผู้ต้องการซื้อบัญชีดังกล่าวเพื่อนำไปใช้งาน

เมื่อถึงเวลานัดหมายในช่วงค่ำวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณจุดนัดพบในย่านเมืองทองธานี จนกระทั่งพบผู้ต้องหาทั้งสองราย คือ นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เดินทางมายังที่เกิดเหตุด้วยท่าทีพิรุธ เมื่อสายลับส่งสัญญาณยืนยันว่ามีการเจรจาตกลงซื้อขายของกลางเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดจึงแสดงตัวเข้าจับกุมทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ต้องหาทั้งสอง

จากการตรวจค้นพบของกลางสำคัญอยู่ในซองไปรษณีย์สีเหลือง ประกอบด้วย สมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทยในนาม “หจก.ดีเจแอล กรุ๊ป” จำนวน 1 เล่ม พร้อมเอกสารหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และโทรศัพท์มือถือที่ติดตั้งแอปพลิเคชันธนาคารพร้อมใช้งาน จำนวน 2 เครื่อง

ซึ่งจากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าไม่ได้เป็นเจ้าของบัญชีตัวจริง แต่ได้รับงานต่อมาจากเครือข่ายใหญ่อีกทอดหนึ่ง โดยนายวรวุฒิสารภาพว่าได้รับของกลางมาจากบุคคลชื่อ “เจมส์” ย่านพระราม 2 ซึ่งรับช่วงต่อมาจากนายหน้าอีกรายที่เรียกกันว่า “NB” ชาวจังหวัดราชบุรี โดยขบวนการนี้มีการแบ่งค่าจ้างกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งผู้ต้องหาแต่ละรายจะได้ส่วนแบ่งจากการเป็นนายหน้าตัวกลางคนละประมาณ 10,000 บาทต่อการส่งมอบแต่ละครั้ง

พฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพนี้ถือเป็นภัยสังคมอย่างร้ายแรง เนื่องจากบัญชีในรูปแบบนิติบุคคลนั้นถูกนำไปใช้เป็นฐานในการรับโอนเงินจากการหลอกลวงเหยื่อในคดีฉ้อโกงประชาชน หรือใช้ฟอกเงินธุรกิจผิดกฎหมาย ซึ่งยากต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ โดยผู้ต้องหาทั้งสองถูกแจ้งข้อกล่าวหาหนักฐาน “ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าว เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์” อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปากเกร็ด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ