วันที่ 13 มิถุนายน 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, พ.ต.อ.นิตติโชติ เพ็ญจำรัส รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วีระศักดิ์ ติระพัฒน์, พ.ต.ท.ภาคิน ไกรกิติชาญ, พ.ต.ท.สมชาย ศรพล และ พ.ต.ท.อภิชา เทพจันทร์ รอง ผกก.4 บก.ปอศ. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ นำโดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัต, พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา, พ.ต.ท.สาธิต หาวงษ์ชัย สว.กก.4 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ไตรรงค์ หน่วยตุ้ย สว.กก.4 บก.ปคม. ช่วยราชการ กก.4 บก.ปอศ.พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย

1. Mr. A (นามสมมติ) สัญชาติจีน อายุ 35 ปี ในข้อหา เป็นนายจ้างไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบชื่อและสัญชาติของคนต่างด้าวและลักษณะงานที่ให้ทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
2. นางบี (นามสมมติ) สัญชาติลาว อายุ 43 ปี ในข้อหา คนต่างด้าวไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และลักษณะงานหลักที่ทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่เข้าทำงาน ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ดำเนินคดีตามกฎหมาย
3. Miss C (นามสมมติ) สัญชาติเมียนมา อายุ 33 ปี ในข้อหา เป็นคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางชัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมายพร้อมกัน 5 จุดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย บริษัท นาราวี โฮลดิ้ง จำกัด, บริษัท โฮลดิ้ง กู๊ด (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท เหลียง พีเพิล ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ทีเอ ลอว์ เฟิร์ม จำกัด และบ้านพักภายในโครงการเดอะซิตี้ พระราม 9 - กรุงเทพกรีฑา
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดพยานหลักฐานและทรัพย์สินจำนวนมาก อาทิ รถยนต์หรู วัตถุคล้ายธนบัตรไทยมูลค่ากว่า 1.4 ล้านบาท ธนบัตรต่างประเทศ 8 สกุล โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา อุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล หนังสือเดินทาง เอกสารจดทะเบียนนิติบุคคล โฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตรายางบริษัท รวมถึงคีย์การ์ดคอนโดมิเนียมหรูในย่านใจกลางเมืองจำนวนหลายรายการ

การสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่า กลุ่มทุนต่างชาติสัญชาติจีนดังกล่าวมีพฤติการณ์ใช้หญิงไทยรายหนึ่ง อายุเพียง 24 ปีในช่วงเกิดเหตุ เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทแทนบุคคลต่างด้าวในหลายบริษัท เพื่อใช้เป็นช่องทางในการถือครองบ้านพักอาศัยและอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงในประเทศไทย โดยมีบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชีบางแห่งทำหน้าที่จัดเตรียมเอกสารและบริหารจัดการโครงสร้างทางธุรกิจ เพื่ออำพรางการถือครองทรัพย์สินที่แท้จริง
ระหว่างการเข้าตรวจค้นจุดที่ 1 และจุดที่ 2 เจ้าหน้าที่พบผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของกลุ่มทุนจีน พร้อมตรวจยึดวัตถุคล้ายธนบัตรไทยและต่างประเทศ รวมถึงอุปกรณ์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพย์สินจำนวนมาก ขณะที่จุดตรวจค้นที่ 3 พบแรงงานต่างด้าวทำงานผิดประเภทและขยายผลไปสู่การดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ส่วนจุดตรวจค้นที่ 4 ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายและที่ปรึกษาทางธุรกิจ พบพนักงานฝ่ายกฎหมายและบัญชีรวม 21 คน กำลังปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องและสอบปากคำพยานเพิ่มเติม ขณะที่จุดตรวจค้นที่ 5 สามารถจับกุม Mr. A ซึ่งถูกระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญของเครือข่าย พร้อมตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญานอมินี การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และหลักฐานอื่นจำนวนมาก

จากการสอบปากคำเบื้องต้นในส่วนของคดีนอมินีและการถือครองทรัพย์สินแทนคนต่างด้าว Mr. A ให้การยอมรับข้อเท็จจริงว่า เป็นผู้ลงทุนจัดตั้งบริษัทผ่านสำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งจริง โดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน เนื่องจากมีความไว้วางใจ และมีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อบ้านพักอาศัยให้กับกลุ่มเพื่อนชาวจีน โดยตนได้รับค่าตอบแทนในลักษณะค่านายหน้าจากการขายบ้านประมาณร้อยละ 1.5 - 2.5 ของมูลค่าการซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อกล่าวหาตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นจับกุม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำพยานหลักฐานทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลไปยังบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกรรมต่าง ๆ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป