ผู้ประท้วงประมาณ 50 คน รวมตัวกันหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 78 ปี วันนัคบะห์
ผู้ประท้วงประมาณ 50 คน รวมตัวกันหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 78 ปี วันนัคบะห์
ข่าวบันเทิง

ผู้ประท้วงประมาณ 50 คน รวมตัวกันหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 78 ปี วันนัคบะห์

ฟังข่าวนี้

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 การเลือกปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐฯ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสะท้อนและวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลุ่มผู้จัดงานระบุว่าเป็นผู้สนับสนุนหลักในการค้ำจุนนโยบายต่าง ๆ ของอิสราเอลมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่การเป็นประเทศแรกที่ให้การรับรองสถานะรัฐอิสราเอลในปี 1948 ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังเป็นผู้มอบความช่วยเหลือทางการทหารมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ในสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อปกป้องอิสราเอลจากการตรวจสอบและการรับผิดทางกฎหมายในเวทีระหว่างประเทศ

บรรยากาศการประท้วงดำเนินไปด้วยความสงบ ท่ามกลางการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีการสลับสับเปลี่ยนขึ้นปราศรัยของแกนนำ การเล่นดนตรีสด การอ่านบทกวีสะท้อนความทุกข์ยากของผู้อพยพ รวมถึงการแสดงชุดนักโทษถูกปิดตาเพื่อสื่อถึงการควบคุมตัวและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวปาเลสไตน์ ก่อนที่ผู้ร่วมชุมนุมทั้งหมดจะร่วมกันยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสีย โดยตัวแทนผู้จัดงานเน้นย้ำว่า กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมไทย แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับเหยื่อความรุนแรง และเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้ร่วมกันแถลงข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ 4 ประเด็น โดยประเด็นแรกเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมเป็นพยานต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "นัคบะห์ที่ยังคงดำเนินอยู่" และประณามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์ ตลอดจนต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมและการแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น เวเนซุเอลา เลบานอน และอิหร่าน ประเด็นที่สองคือการประกาศจุดยืนร่วมมือกับขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมทั่วโลกเพื่อเชื่อมโยงการต่อสู้ของผู้กดขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ส่วนประเด็นที่สามเป็นการส่งข้อเรียกร้องโดยตรงถึงรัฐบาลไทยให้ดำเนินมาตรการทางการทูตเชิงรุกเพื่อกดดันอิสราเอล ได้แก่ การระงับการส่งแรงงานไทยไปยังอิสราเอลเพื่อความปลอดภัยและยุติการเอารัดเอาเปรียบด้านแรงงานในพื้นที่สงคราม การยุติข้อตกลงทางทหารและการจัดซื้ออาวุธรวมถึงสปายแวร์ Pegasus ที่เคยมีรายงานว่าถูกนำมาใช้สอดแนมนักกิจกรรมในไทย และการเพิ่มมาตรการคัดกรองบุคคลที่มีประวัติในกองทัพอิสราเอล (IOF) ที่เดินทางเข้าไทย เพื่อสืบสวนและส่งตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรสงครามไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)

ข้อเรียกร้องสุดท้ายเป็นการรณรงค์ให้ภาคประชาชนและชุมชนต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชีย ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Boycott) ต่อบริษัทที่มีส่วนสนับสนุนความรุนแรงในปาเลสไตน์ โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากขบวนการสากลในอดีตที่เคยร่วมกันโค่นล้มระบบแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในแอฟริกาใต้

ในช่วงท้ายของการชุมนุม กลุ่มผู้จัดงานได้อ่านแถลงการณ์ปิดท้ายเพื่อยกย่องกลุ่มเคลื่อนไหวระดับนานาชาติ อาทิ Global Sumud Flotilla และผู้อุทิศตนท้าทายการปิดล้อมฉนวนกาซา พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ว่า ชุมชนผู้สนับสนุนในกรุงเทพมหานครจะยังคงยืนหยัดเคลื่อนไหวร่วมกับผู้คนนับล้านทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง จนกว่าชาวปาเลสไตน์จะได้รับสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ สามารถกำหนดอนาคตของตนเอง และกลุ่มผู้พลัดถิ่นทั้งหมดได้รับสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิอย่างเต็มภาคภูมิ โดยการชุมนุมยุติลงอย่างสงบและไม่มีรายงานเหตุรุนแรงใด ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ