เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 22 มิ.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งเหตุเหตุฆาตกรรมมีผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย เหตุเกิดภายในแคมป์คนงานก่อสร้างสูง 2 ชั้น อาคารที่ 6 ของบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.พระประแดง จุดเกิดเหตุห้องพักแรงงานชั้น 2 พบร่างผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 ราย จึงประสานผู้เกี่ยวข้อง กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช รพ.บางจาก และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปตรวจสอบ
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ มีร่องรอยการต่อสู้ พบร่าง นางคิน อ่อง อายุ 40 ปี สัญชาติเมียนมา ถูกมีดปลายแหลมแทงตามร่างกายหลายแห่ง รวมแล้วมากกว่า 10 แผล นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ภายในห้องพัก โดยมีมีดปลายแหลมเปื้อนเลือดตกอยู่หนึ่งเล่ม เจ้าหน้าที่จึงปิดกั้นพื้นที่เพื่อร่วมกันพิสูจน์หลักฐานและชันสูตรศพ

ส่วนผู้ก่อเหตุ คือ นายโบ อ่อง อายุ 40 ปี สามีชาวเมียนมา ไม่ได้หลบหนีไปไหน ลงมานั่งรอมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ด้านล่าง จึงเข้าควบคุมตัวไปยัง สภ.เพื่อสอบปากคำดำเนินคดี และให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บคราบนิ้วมือและ DNA เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
จากการสอบถามผ่านล่าม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุสังหารภรรยาตัวเองจริง สาเหตุมาจากในระหว่างที่สามีกำลังทำกับข้าวในครัว ฝ่ายภรรยาคุยโทรศัพท์กับชายอื่นสัญชาติเดียวกัน และพยามขอเลิกราเพื่อย้ายออกไปอยู่กับชายคนใหม่ แต่ฝ่ายผู้ก่อเหตุอ้อนวอนไม่ให้ภรรยาเลิกรา เพราะเห็นว่ามีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ฝ่ายภรรยาไม่ยอม และตัวผู้ก่อเหตุพยามแย่งโทรศัพท์มาคุย แต่ถูกภรรยายื้อแย่งไม่ยอม ทำให้เกิดความโมโหและใช้มีดทำครัวที่กำลังหั่นผักทำกับข้าวจ้วงแทงใส่ภรรยาหลายครั้งจนสิ้นใจเสียชีวิตคาห้อง จากนั้นก็ลงมานั่งรอมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่

จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสามีผู้เสียชีวิตเป็นภรรยาอยู่ด้วยกันจนมีลูก 1 คน มาพักหลังผู้เสียชีวิตได้เล่นโทรศัพท์บ่อยขึ้น ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสามีจับได้ว่า ภรรยาได้คุยแชทโทรศัพท์ กับชายอื่น จนมีปากเสียงกันก่อนหน้านี้ ส่วนผู้เสียชีวิตพยายามแยกหรือขอเลิกกับสามี จนมาวันนี้ ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ห้องนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ ผู้ก่อเหตุได้ทำงานกลับมา เพื่อต้องการกินข้าวและนอนพักผ่อน แต่ผู้เสียชีวิตไม่สนใจ ได้มีปากเสียงกัน เรื่องภรรยาคบพูดคุยกับชายคนใหม่ ทําให้ผู้ก่อเหตุโมโห และลงมือก่อเหตุดังกล่าวขึ้น เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายไปต่อ