วันนี้ 23 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์บริเวณหน้าค่ายทหาร ร.23 พัน 4 ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จึงรุดเข้าตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์
ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนนสายบุรีรัมย์-ปะโคนชัย บริเวณเกาะกลางถนนเยื้องประตูหน้าค่ายไปประมาณ 30 เมตร พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หมายเลขทะเบียน 2กช 2555 สุรินทร์ ล้มอยู่ข้างถนนในสภาพเสียหาย และพบร่าง จ.ส.อ.นภัสกร หรือจ่าเข้ม สมมุติรัมย์ อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นทหารสังกัดค่าย ร.23 พัน 4 นอนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังพบแผ่นป้ายทะเบียนรถหมายเลข บธ 5127 บุรีรัมย์ ตกอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บธ5127 บุรีรัมย์ ซึ่งตรงกับแผ่นป้ายที่หล่นในที่เกิดเหตุ โดยรถกระบะคันดังกล่าวมีสภาพด้านหน้าพังเสียหายอย่างหนัก คาดว่าพยายามขับหลบหนีแต่รถไปต่อไม่ได้
ในเวลาต่อมา นายเอ (นามสมมติ) ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถกระบะคันดังกล่าว ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดสองจุด พบว่า จ.ส.อ.นภัสกร ได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากค่ายเพื่อข้ามถนนสี่เลนไปยังอีกฝั่ง ก่อนที่รถกระบะคันดังกล่าวจะขับมาด้วยความเร็วและเกิดการเฉี่ยวชนอย่างรุนแรง
นายทัศวิน ให้การกับ พ.ต.อ.จำรัส ศิริเลี้ยง ผู้กำกับการ สภ.เมืองบุรีรัมย์ ว่าไม่ได้มีเจตนาหลบหนี แต่เกิดความตกใจจึงขับรถออกไป ก่อนจะตั้งสติได้และย้อนกลับมามอบตัว ทั้งนี้ การตรวจวัดแอลกอฮอล์พบว่ามีค่าปกติ ไม่มีการดื่มสุราก่อนเกิดเหตุ
นางวิภารัตน์ อายุ 43 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ได้ยินเสียงดังและวิ่งออกมาดูที่หน้าบ้าน จึงพบว่าเป็น "จ่าเข้ม" ซึ่งชาวบ้านแถบนั้นรู้จักกันดีว่าเป็นคนนิสัยดี ทักทายชาวบ้านอยู่หน้าค่ายเป็นประจำ และยังเป็นทหารที่เคยออกไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่สู้รบกับกัมพูชาถึงสองครั้งโดยไม่เป็นอะไร
ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวด้วยความเสียดายว่า "จ่าเข้ม" ซึ่งรับใช้ชาติมาอย่างยาวนานและกำลังมีแผนที่จะเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาว กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างไม่คาดฝันบนท้องถนนในครั้งนี้
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาชนแล้วหนี (ไม่หยุดรถช่วยเหลือและไม่แสดงตัว) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป