ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. โดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. พร้อมกำลัง ร่วมกันจับกุม นายเอ (นามสมมติ) อายุ 59 ปี ชาว อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนาทวี ที่ จ.143/2569 ลงวันที่ 21 เมษายน 2569

ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้าสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2569 ผู้เสียหายได้ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกให้ร่วมลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอ้างผลตอบแทนสูง มีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการให้ถอนเงินหรือรับผลตอบแทนคืนได้จริงในระยะแรก เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ คนร้ายได้พูดจาหว่านล้อมให้ลงทุนเพิ่มและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารหลายบัญชี แต่หลังจากนั้นกลับไม่สามารถถอนเงินคืนได้ มีการอ้างเหตุผลต่าง ๆ เช่น เป็นค่าดำเนินการ ค่าปลดล็อกระบบ หรือค่าภาษี เพื่อหลอกให้โอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง จนผู้เสียหายจึงเชื่อว่าถูกหลอก ทำให้สูญเงินรวมมูลค่าความเสียหาย 296,118 บาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปพ. สืบสวนทราบว่า นายพิเชษฐ์ ผู้ต้องหารายนี้ กำลังเดินทางมาจากภาคใต้โดยจะมาลงรถที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จึงนำกำลังไปเฝ้าสังเกตุการณ์ กระทั่งพบตัวบุคคลมีตำหนิรูปพรรณตรงตามหมายจับ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ ซึ่งนายพิเชษฐ์ ยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง
จากการสอบสวนเบื้องต้น นายเอ (นามสมมติ)ให้การ "ภาคเสธ" โดยอ้างว่า เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2569 มีคนรู้จักแถวบ้านชื่อ "เล็ก" อายุประมาณ 50 กว่าปี มาขอยืมบัญชีธนาคารไปใช้รับโอนเงิน โดยให้ค่าน้ำชาตอบแทนจำนวน 2,000 กว่าบาท ซึ่งตนเองพอจะทราบว่านายเล็ก มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า แต่ไม่ทราบว่าจะถูกนำบัญชีไปใช้ในการหลอกลวงผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะเดา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

