เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เดินทางไปตรวจเยี่ยมและพบปะประชาชนผู้ลี้ภัยจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดน ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว สลากราม ในอำเภอสวายเจก จังหวัดบันเตียเมียนเจย พร้อมประกาศเปลี่ยนชื่อศูนย์แห่งนี้เป็น หมู่บ้านแห่งการรอคอย
ในการพบปะประชาชนครั้งดังกล่าว ฮุน เซน ยืนยันว่า รัฐบาลกัมพูชาจะไม่ละทิ้งความพยายามในการทวงคืนดินแดนที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นของตน พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนต่อสิ่งที่มองว่าเป็นความล้มเหลวในการเตรียมความพร้อมด้านการทหารในอดีต
ฮุน เซน ระบุว่า ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศในด้านสังคม สาธารณสุข และการศึกษา จึงไม่ได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะเชื่อว่าจะไม่เกิดสงครามในลักษณะเช่นนี้
เป็นเพราะในอดีตผมไว้ใจคนอื่นมากเกินไป จึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม และไม่คาดคิดว่าจะเกิดสถานการณ์รุกรานที่ลุกลามตลอดแนวชายแดนเช่นนี้ ฮุน เซน กล่าว
ประธานวุฒิสภากัมพูชายังกล่าวอีกว่า ดินแดนที่กัมพูชาอ้างว่าถูกยึดครองนั้น จะสามารถทวงคืนได้เพียง 2 แนวทาง คือ การใช้กำลังทางทหาร หรือการเจรจาสันติวิธี
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่ากัมพูชาจะเลือกใช้แนวทางสันติวิธี โดยระบุว่าประเทศมีศักยภาพในการต่อสู้หากจำเป็น แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็อาจถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงได้
ฮุน เซน ยังเตือนว่า หากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดดินแดนกลับคืนมา อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อและบานปลายจนกลายเป็นข้อพิพาทระยะยาว คล้ายกับสถานการณ์ในหลายพื้นที่ของโลกที่เผชิญความรุนแรงต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน
นอกจากนี้ เขายังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนใช้มาตรการเข้มงวดต่อผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยให้ดำเนินการยึดทรัพย์สินและลงโทษตามมาตรการที่กำหนด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาคส่วนต่าง ๆ เร่งส่งเสริมการผลิตภายในประเทศในช่วงที่มีการปิดด่านชายแดนกับไทย
ฮุน เซน ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจเป็น โอกาสทอง สำหรับกัมพูชาในการลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศในระยะยาว
ชมคลิป