เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นประธานในพิธีปิดโครงการสัมมนาครูต้นแบบในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ รุ่นที่ 1 พร้อมบรรยายพิเศษให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่, พล.ต.ต.ดำเนิน กันอ่อง ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และข้าราชการตำรวจผู้รับการอบรม จำนวน 318 นาย ให้การต้อนรับและรับฟังการบรรยาย

โครงการสัมมนาครูต้นแบบในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบบูรณาการ รุ่นที่ 1 จัดขึ้นโดย ศปอส.ตร. ซึ่งมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรตำรวจให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอาชญากรรมในยุคดิจิทัล และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างวัคซีนไซเบอร์ให้กับประชาชนอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยในรุ่นที่ 1 นี้ ได้จัดอบรมรวม 6 ครั้ง ให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1, 2, 5, 6, 7 รวมจำนวนกว่า 1,400 นาย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติตระหนักดีว่าอาชญากรรมอันดับหนึ่งในปัจจุบันคืออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยประสานความร่วมมือกับนานาประเทศจนสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลง แต่กลุ่มมิจฉาชีพยังคงใช้วิธีการหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความรู้เท่าทันกลยุทธ์การหลอกลวง เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ ไม่ตกเป็นเหยื่อการหลอกล่อทางจิตวิทยาของมิจฉาชีพเหล่านี้

หลังจากนี้ ตำรวจ ครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่นที่ 1 จะเร่งลงพื้นที่พบปะประชาชนทันทีแบบ Face to Face ทั้งในรูปแบบชุมชนมวลชนสัมพันธ์ และการให้ความรู้เป็นหมู่คณะ ถือเป็นการระดมกำลังสร้างวัคซีนไซเบอร์ให้กับประชาชนแบบเชิงรุก นอกจากนี้ ศปอส.ตร. ยังเตรียมอบรมครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่นที่ 2 ต่อไป เพื่อสร้างบุคลากรในการนำความรู้และวิธีการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมไซเบอร์ไปสู่ประชาชนได้อย่างเข้าถึงและทั่วถึง ตลอดจนจะมีการประเมินผลการปฏิบัติเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการสร้างวัคซีนไซเบอร์ต่อไป
