ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง Meta และพันธมิตรทั่วโลก ปราบมิจฉาชีพออนไลน์ จับกุมผู้ต้องสงสัย 63 ราย พร้อมลบบัญชีเพจและกลุ่ม ที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงกว่า 1.4 ล้านรายการ
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง Meta และพันธมิตรทั่วโลก ปราบมิจฉาชีพออนไลน์ จับกุมผู้ต้องสงสัย 63 ราย พร้อมลบบัญชีเพจและกลุ่ม ที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงกว่า 1.4 ล้านรายการ
ข่าวสังคม - โซเชียล

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลัง Meta และพันธมิตรทั่วโลก ปราบมิจฉาชีพออนไลน์ จับกุมผู้ต้องสงสัย 63 ราย พร้อมลบบัญชีเพจและกลุ่ม ที่เชื่อมโยงกับการหลอกลวงกว่า 1.4 ล้านรายการ

ฟังข่าวนี้

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ พร้อมบูรณาการหาความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ โดยครั้งนี้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้มีการยกระดับความร่วมมือสากลในปฏิบัติการ Joint Disruption Week เป็นครั้งที่ 3

สำหรับปฏิบัติการ Joint Disruption Week ครั้งที่ 3 นี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับ Meta กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอื่น ๆ ในการสกัดกั้นเครือข่ายมิจฉาชีพออนไลน์ที่ดำเนินการอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ปฏิบัติการดังกล่าวนำไปสู่ผลลัพธ์ทั้งในโลกออนไลน์และการบังคับใช้กฎหมาย

โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวง 63 ราย ขณะที่ Meta ได้ลบบัญชี เพจ และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมหลอกลวงบน Facebook และ Instagram กว่า 1.4 ล้านรายการ นอกจากนี้ ข้อมูลข่าวกรองที่มีการแบ่งปันระหว่างหน่วยงานยังช่วยระบุสถานที่และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งได้ส่งต่อให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการสืบสวนต่อไป

ผลการดำเนินงานสำคัญจากปฏิบัติการร่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย

- การสกัดกั้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Disruptions): Meta ปิดการใช้งานบัญชี เพจ และกลุ่มบน Facebook และ Instagram ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงกว่า 1.4 ล้านรายการ ขณะที่ Microsoft ระงับบัญชีฉ้อโกงประมาณ 20,000 บัญชีที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายมิจฉาชีพภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้

- การบังคับใช้กฎหมาย (Real-World Action): ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงจำนวน 63 ราย

- การอายัดทรัพย์สินทางการเงิน (Financial Seizures): Coinbase อายัดสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม

- การยกระดับข่าวกรอง (Intelligence Gains): การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองช่วยนำไปสู่การระบุสถานที่และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และได้ส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการต่อ

- การตัดการเชื่อมต่อ (Connectivity Disabled): Starlink เดินหน้ามาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยยุติการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ Starlink หลายพันชุดที่ถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับการใช้งานที่ผิดกฎหมาย

ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการ Scam Center Strike Force ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำโดย จีนีน พีร์โร อัยการสหรัฐฯ ประจำเขตโคลัมเบีย ได้ผนึกกำลังกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC), Meta, Microsoft, Coinbase, Starlink, ตลอดจนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์ ผ่านการทำงานร่วมกันในกรุงเทพมหานครและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้เข้าร่วมได้แบ่งปันข้อมูลข่าวกรองที่นำไปใช้ได้จริง เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และร่วมกันระบุและดำเนินการกับเครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงออนไลน์

ตลอดการปฏิบัติการในครั้งนี้ องค์กรที่เข้าร่วมได้เชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรองจากหลากหลายแพลตฟอร์มและบริการต่าง ๆ เพื่อช่วยระบุและสกัดกั้นมิจฉาชีพในหลายจุดตลอดห่วงโซ่การหลอกลวง ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงด้านการลงทุน การหลอกให้รัก (Romance Scam) และการฉ้อโกงออนไลน์ในรูปแบบอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก โดยเครือข่ายเหล่านี้มักดำเนินการข้ามแพลตฟอร์ม บริการ และเขตอำนาจศาลต่าง ๆ ทำให้ความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสกัดกั้นและยับยั้งการดำเนินงานของเครือข่ายเหล่านี้

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหัวหน้าศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ กล่าวว่า นี่เป็นปฏิบัติการร่วมครั้งที่สามของเรากับ Meta และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายภาคส่วน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ การฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติไม่สามารถแก้ไขได้โดยหน่วยงานหรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ดังนั้น ความร่วมมือที่เข้มแข็งและการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองอย่างทันท่วงทีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรื้อถอนเครือข่ายเหล่านี้และปกป้องประชาชน

คริส ซอนเดอร์บี รองประธานและรองที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป Meta กล่าวว่า การปกป้องผู้คนทั่วโลกจากการหลอกลวงถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญสูงสุดของเรา ปฏิบัติการร่วมครั้งนี้ ซึ่งนำไปสู่การลบบัญชีกว่า 1 ล้านบัญชี การอายัดทรัพย์สิน และการจับกุมผู้ต้องสงสัยมากกว่า 60 ราย แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในการต่อสู้กับมิจฉาชีพ เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ FBI สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ในการต่อสู้กับศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงที่ตั้งอยู่ในเอเชียจากต้นตอของปัญหา

ในปัจจุบัน มิจฉาชีพออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา โดยมักใช้หลายแอปพลิเคชันและหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต สถาบันการเงิน ภาครัฐ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนสามารถช่วยระบุ สกัดกั้น และนำผู้กระทำผิดมารับผิดชอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อมิจฉาชีพยังคงพัฒนาวิธีการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญต่อการปกป้องผู้คนบนโลกออนไลน์

สตีเวน มาซาดา หัวหน้าฝ่ายหน่วยงานอาชญากรรมดิจิทัลระดับโลก Microsoft กล่าวว่า ปฏิบัติการลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เกิดขึ้นเมื่อบริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทำงานเคียงข้างกัน เครือข่ายมิจฉาชีพดำเนินงานข้ามแพลตฟอร์มและข้ามพรมแดน และ Microsoft ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของมิจฉาชีพเข้ากับการดำเนินการในโลกความเป็นจริง เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมในวงกว้างและนำผู้ที่อยู่เบื้องหลังมารับผิดชอบ

เจฟฟ์ ลุงล์โฮเฟอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัย (CSO) ของ Coinbase กล่าวว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางการเงิน แตกต่างจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ผู้กระทำผิดอาจซ่อนร่องรอยได้ แต่ธุรกรรมบนบล็อกเชนมีความโปร่งใสและไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ทุกธุรกรรมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ความโปร่งใสดังกล่าวทำให้เราสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการติดตาม อายัด และสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ได้

ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของ SpaceX กล่าวว่า เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทุกประเภท ความเสี่ยงจากการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดย่อมมีอยู่เสมอ และ Starlink ไม่ได้เผชิญกับความท้าทายนี้เพียงลำพัง Starlink มุ่งมั่นในการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโลกดิจิทัล พร้อมยึดมั่นในนโยบายไม่ยอมรับการใช้งานในทางที่ผิด เราตรวจจับและปิดการใช้งานอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายเชิงรุก และนโยบายการใช้งานที่เหมาะสมของเราห้ามการฉ้อโกงและการแสวงหาประโยชน์ทางอาชญากรรมอย่างเคร่งครัด ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ เราสนับสนุนความพยายามระดับโลกในการต่อต้านการหลอกลวง และทำให้มั่นใจว่า Starlink จะยังคงเป็นพลังเชิงบวกต่อสังคม

รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และบริษัทต่าง ๆ ที่เข้าร่วมยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือสำคัญนี้ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของผู้คนบนโลกออนไลน์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ข่าวที่คุณอาจสนใจ