ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แถลงผลการประชุม ครม.เงา และรายงานความคืบหน้าในการหารือระหว่างคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สส.-สว. กับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงสิ่งที่พรรคประชาชนจะดำเนินการขั้นต่อไป
พริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% ซึ่งเคยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญลักษณะดังกล่าวในปี 2567 แต่ต่อมาในเดือนกันยายน ปี 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งสร้างข้อจำกัดในการผลักดันข้อเสนอเรื่อง สสร. เลือกตั้ง ให้ได้รับความเห็นชอบโดยรัฐสภา

ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ของวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการศาล องค์กรอิสระฯ ของสภาผู้แทนราษฎร จึงได้เข้าหารือกับประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือ และเพื่อทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการมีส่วนร่วมเลือกตั้ง สสร.
บทสรุปจากการหารือคือ ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงว่าประชาชนสามารถเลือกตั้ง สสร. ได้ และคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการห้ามประชาชนเฉพาะการเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า สสร. ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาสามารถมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง และให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างได้จัดทำ
พริษฐ์ยังได้คลี่คลายข้อกังวลและข้อคำถาม 3 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือ ผลการหารือไม่เท่ากับคำวินิจฉัย ซึ่งตนเข้าใจดีว่าผลการหารือไม่ใช่คำวินิจฉัยใหม่ แต่เป็นการขยายความหรืออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำวินิจฉัยเดิมที่มีความคลุมเครือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าการเดินหน้าต่อไปแบบไหนที่จะขัดหรือไม่ขัดต่อคำวินิจฉัย

ประเด็นที่สองคือ บางคนมองว่าผลการหารือเป็นความเห็นส่วนตัวของตุลาการที่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น แต่ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ย้ำชัดเจนว่าคำอธิบายของเขาเป็นการอธิบายความเห็นของ ที่ประชุมร่วมกันของคณะตุลาการทุกคน ที่ได้หารือกันก่อนออกคำวินิจฉัยกลางดังกล่าว
ประเด็นที่สามคือ กรณีที่ สส. พรรคภูมิใจไทยบางคนหยิบยกเรื่องการหารือปี 2567 ที่ได้ข้อสรุปว่าทำประชามติ 2 รอบได้ แต่คำวินิจฉัยปี 2568 กลับระบุว่าต้องทำ 3 ครั้ง ซึ่งพริษฐ์ชี้แจงว่าเป็นการโต้แย้งบนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน โดยผลการหารือปี 2567 สรุปว่าสามารถทำประชามติ 2 รอบได้ แต่รอบแรกอาจต้องถาม 2 คำถาม ซึ่งเท่ากับการทำประชามติทั้งหมด 3 คำถามใน 2 รอบ และคำวินิจฉัยปี 2568 ก็ยืนยันว่าสามารถทำประชามติ 2 รอบได้ โดยรอบแรกมี 2 คำถาม และรอบสองอีก 1 คำถาม ซึ่งสอดคล้องกัน
สำหรับการเดินหน้าต่อไป พริษฐ์ได้สื่อสารออกเป็น 4 ประเด็น โดยประเด็นแรกคือ พรรคประชาชนจะยืนยันเดินหน้าผลักดันให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% และจะนำบทสรุปการประชุมหารือในที่ประชุม สส. ของพรรคในวันพรุ่งนี้ เพื่อพิจารณาปรับปรุงร่างที่พรรคได้ยื่นไปแล้ว

ประเด็นที่สอง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชน หรือกลุ่ม Con for All ซึ่งเสนอให้มี สสร. จากการเลือกตั้ง 100% เช่นกัน โดยขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อประมาณ 23,000 รายชื่อ ซึ่งยังต้องการอีกอย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อให้สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้
ประเด็นที่สาม อยากสื่อสารไปยังทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่เคยประกาศจุดยืนสนับสนุนให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้ง ให้มีการหารือกันภายในพรรคเพื่อทบทวนร่างของตนเอง และมาร่วมกันผลักดันให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
ประเด็นที่สี่ อยากสื่อสารไปยังพรรคภูมิใจไทยและแกนนำของพรรคหลายคนที่ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่อยากเห็น สสร. มาจากการเลือกตั้งจริง ควรนำข้อมูลใหม่ที่ได้จากการหารือกับศาลรัฐธรรมนูญไปพิจารณาอย่างจริงจัง และมาหารือร่วมกันกับทุกฝ่ายเกี่ยวกับแนวทางและความเป็นไปได้ในการผลักดันให้เกิด สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเดินหน้าโดยรีบปฏิเสธหรือไม่คำนึงถึงข้อมูลใหม่นี้ ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผลที่แท้จริง เป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมีธงอยู่แล้วว่าต้องการฉวยโอกาสจากคำวินิจฉัยที่มีความคลุมเครือ เพื่อนำมาเป็นข้ออ้างในการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้ง สสร. ออกไป และเพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกระบวนการที่ระบอบสีน้ำเงินสามารถเข้ามาผูกขาดได้ ทั้งในเรื่องของการคัดเลือกผู้ร่าง และการชี้ขาดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่