วันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ Thai Pass พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นและประโยชน์ของโครงการดังกล่าว
นายชาดา กล่าวว่า ตนเองไม่ได้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีมากนัก จึงไม่สามารถอธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคของโครงการได้ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่งยังมองไม่เห็นอย่างชัดเจนว่าโครงการ Thai Pass จะก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านใด
พร้อมยกตัวอย่างกรณี MOU 43 และ MOU 44 ที่เคยเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง โดยระบุว่าประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่ได้เข้าใจเนื้อหาหรือรายละเอียดทั้งหมด แต่กลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงกว้าง
นายชาดา ยังมองว่าการอภิปรายของพรรคประชาชนในประเด็นดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตั้งข้อสงสัยและลดความน่าเชื่อถือของโครงการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายค้านมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการทุจริตหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ก็ควรรวบรวมข้อมูลและยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยตรง
ถ้ามีหลักฐานจริง ก็ควรส่งให้หน่วยงานตรวจสอบดำเนินการ เพราะหากเปิดเผยรายละเอียดก่อน อาจทำให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลหลักฐานได้ นายชาดา กล่าว
นอกจากนี้ นายชาดา ยังวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการรับผิดชอบภารกิจด้านเทคโนโลยีของประเทศ พร้อมมองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีศักยภาพและเครื่องมือที่เพียงพอในการรองรับภารกิจสำคัญในยุคดิจิทัล
ส่วนกรณีบริษัทเอกชนที่ถูกพาดพิงระหว่างการอภิปราย นายชาดา ยอมรับว่าบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองตามที่มีการกล่าวถึง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติหรือเงื่อนไขที่อาจเข้าข่ายการล็อกสเปก นายชาดา ระบุว่า หากมีหลักฐานชัดเจนก็ควรนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกับทางหน่วยงาน ป.ป.ช. โดยตรง เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างเป็นธรรม
พร้อมย้ำว่า ตนเองสนับสนุนการตรวจสอบทุกกรณี หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้องจริง และไม่ต้องการให้ประเด็นทางการเมืองถูกนำมาใช้จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนหรือสร้างความเสียหายต่อประเทศในภาพรวม
ชมคลิป