เมื่อเวลา 09.55 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงแนวทางการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของรัฐบาล ภายหลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าการมุ่งเน้นด้านปริมาณนักท่องเที่ยว

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการวัดผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยรัฐบาลจะยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในทุกระดับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนหรือกลุ่มลักชัวรีเท่านั้น แต่จะพัฒนามาตรฐานการบริการและประสบการณ์การท่องเที่ยวในทุกมิติ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ
สำหรับเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวที่เคยอยู่ในระดับประมาณ 39 ล้านคนก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น นายสุรศักดิ์ ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกลับไปสู่ตัวเลขเดิม แต่ให้ความสำคัญกับการนำการท่องเที่ยวไทยกลับสู่ช่วงที่มีศักยภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่และยกระดับมาตรฐานการให้บริการทั้งระบบ
เมื่อถามถึงแนวทางคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ภายหลังการปรับมาตรการฟรีวีซ่าและลดระยะเวลาการพำนักสำหรับบางประเทศ เชื่อว่าจะช่วยคัดกรองผู้ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ที่ต้องการพำนักระยะยาวอาจใช้ช่องทางการท่องเที่ยวเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามปัญหานอมินีและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมาย โดยขณะนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการติดตามและตรวจสอบบุคคลที่อยู่เกินกำหนดวีซ่า ผ่านระบบกล้องอัจฉริยะที่ติดตั้งในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญและท่าเรือต่าง ๆ เช่น บริเวณเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การสร้างความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ติดตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เรื่องเงียบหายไป โดยรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างมาก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังเปิดเผยว่า ตนได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับการใช้คำว่า จีนเทา ในสังคมไทย โดยมองว่าคำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนชาวจีนและอาจทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าประเทศไทยไม่เป็นมิตรกับชาวจีนโดยรวม
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีโอกาสได้พบกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งได้พูดกับตนว่า ถ้าเจอนักท่องเที่ยวจีนทำผิดให้บอก แต่อย่าใช้คำว่า จีนเทา เพราะเขารู้สึกว่า ประเทศไทยไม่เป็นมิตรกับเขา ซึ่งจีนรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ
ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ามีกลุ่มชาวจีนเข้ามาเปิดบริษัทให้บริการไรเดอร์รับส่งสินค้าเพื่อรองรับลูกค้าชาวจีนโดยเฉพาะนั้น นายสุรศักดิ์ ยืนยันว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และหน่วยงานภาครัฐจะดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม