จากกรณี ร.ต.อ.เอกชัย สุพิทักษ์ อายุ 37 ปี รอง สว.ฝอ.ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 8 ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงเข้าใส่สำนักงานศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย ต.เสวียด อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ของนายพิชัย ชมพูพล สส.สุราษฎร์ธานี เขต 6 จำนวน 13 นัด ก่อนที่ศาลจังหวัดไชยา จะอนุมัติหมายจับในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควรโดยเปิดเผย ยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยไม่มีเหตุอันควรในชุมชน และทำให้เสียทรัพย์ โดยผู้ต้องหาอ้างสาเหตุจากความแค้นที่เชื่อว่าพี่ชายถูกข่มขู่ ขณะที่มีข้อมูลว่าป่วยทางจิตเวชและเคยเข้ารับการรักษามาก่อน
ล่าสุด วันที่ 21 มิถุนายน 2569 พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ เจริญรูป รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เบิกตัว ร.ต.อ.เอกชัย จากห้องควบคุมตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติม in ข้อหาพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควรโดยเปิดเผย
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ภายหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเข้ารับการประเมินสุขภาพจิตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ที่โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนเตรียมนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีฝากขังในวันพรุ่งนี้
ขณะที่พนักงานสอบสวน สภ.เสวียด จะทำหนังสืออายัดตัวผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีในข้อหายิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นคดีในพื้นที่เกิดเหตุ
พ.ต.อ.ณัฐชนน เกิดก่อ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี รักษาราชการแทน ผกก.สภ.เสวียด เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนญาติของผู้ต้องหาที่ถูกอ้างว่าเคยถูกนายพิชัย ข่มขู่ จนเป็นเหตุให้ก่อเหตุยิงสำนักงานดังกล่าว แต่จากการสอบสวนพบว่าญาติยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม ญาติยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เอกชัย เคยพยายามสอบถามว่าตนมีปัญหาหรือความขัดแย้งกับใครในที่ทำงานหรือไม่ ซึ่งจากการพูดคุยจับใจความได้ว่าผู้ต้องหาเชื่อว่าหัวหน้าของญาติ ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นและมีความใกล้ชิดกับนายพิชัย เป็นผู้กลั่นแกล้ง แต่ญาติได้ยืนยันมาตลอดว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของมารดาและพี่สาวของผู้ต้องหา ที่ระบุว่า ร.ต.อ.เอกชัย เป็นคนจริงจังกับการใช้ชีวิต มีความเครียดสูง มักคิดว่าตนถูกเอาเปรียบหรือถูกกลั่นแกล้งจากผู้อื่น และบางครั้งมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยที่ผ่านมาเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลไชยา
ต่อมา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ได้นำตัวผู้ต้องหาเข้ารับการตรวจและประเมินสุขภาพจิตจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขณะเดียวกัน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมีหนังสือแจ้งนายทะเบียนอาวุธปืนเพื่อเพิกถอนใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของ ร.ต.อ.เอกชัย เนื่องจากอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการครอบครองอาวุธปืน
ด้าน พล.ต.ต.ภัทรวิทย์ คีตโมทนียกุล ผบก.ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 8 เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับรายงานเหตุการณ์ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และมีคำสั่งให้ ร.ต.อ.เอกชัย ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากถูกดำเนินคดีอาญา
จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาปฏิบัติหน้าที่ด้านงานนิติกรและมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย โดยมีประวัติการรักษาอาการทางจิตจากภาวะเครียดและวิตกกังวล ก่อนเกิดเหตุอยู่ระหว่างเข้ารับการฝึกอบรมที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดหลักสูตรในวันที่ 26 มิถุนายน 2569
นอกจากนี้ ก่อนเกิดเหตุยังตรวจพบการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวในลักษณะผิดปกติ ทำให้ผู้บังคับบัญชาพยายามติดต่อและเรียกตัวกลับ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งผู้ต้องหาเดินทางกลับมาในช่วงวันหยุดและก่อเหตุดังกล่าว
สำหรับ ร.ต.อ.เอกชัย เข้ารับราชการตำรวจในตำแหน่งสัญญาบัตรเมื่อปี 2559 ตามโครงการรับบุคคลภายนอกผู้สำเร็จการศึกษาเนติบัณฑิตไทย ซึ่งเป็นสายงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความต้องการเฉพาะด้าน