วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ผู้พักอาศัยภายในโครงการบ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้รวมตัวคัดค้านการดำเนินงานของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) หลังมีการนำเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ภายในโครงการ จนเกิดข้อพิพาทและการโต้เถียงอย่างดุเดือดระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่
โครงการดังกล่าวเป็นอาคารที่พักอาศัยจำนวน 3 อาคาร มีผู้อยู่อาศัยรวมกว่า 500 ครอบครัว โดยจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งมาจากกรณีที่การเคหะแห่งชาติได้ประสานไปยังสำนักงานเขตจตุจักร ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ให้นำคนงานพร้อมเครื่องจักรและรถบรรทุก 6 ล้อ เข้ามาดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณถนนภายในโครงการ
ก่อนหน้านี้มีการแจ้งผู้จัดการอาคารและติดประกาศภายในลิฟต์ว่า จะเข้ามาดำเนินการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่รอบคอนโดมิเนียม แต่เมื่อถึงวันปฏิบัติงานจริง ชาวบ้านกลับพบว่าคนงานนำเลื่อยยนต์เข้ามาตัดโค่นต้นไม้จนถึงโคนต้น

ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ให้ร่มเงามาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นต้นกระถินณรงค์และต้นคูน หรือราชพฤกษ์ บริเวณหน้าโครงการจำนวน 2 ต้น และบริเวณถนนฝั่งทางเข้าอีก 9 ต้น รวมทั้งหมด 11 ต้น ถูกตัดโค่นและทยอยขนย้ายขึ้นรถบรรทุกออกจากพื้นที่
ขณะที่ต้นไม้บริเวณถนนฝั่งทางออกอีก 5 ต้น มีกำหนดจะถูกตัดโค่นเพิ่มเติมในวันถัดไป ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ผู้พักอาศัยจำนวนมากรู้สึกไม่พอใจและเสียใจกับการสูญเสียพื้นที่สีเขียวของชุมชน
ตัวแทนชาวบ้านรายหนึ่งเปิดเผยว่า พวกเขาอาศัยอยู่ในโครงการแห่งนี้มาเกือบ 30 ปี และไม่เคยพบเห็นการตัดต้นไม้ในลักษณะดังกล่าวมาก่อน เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการตัดแต่งกิ่งเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามว่าขณะที่หน่วยงานภาครัฐรณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้เพื่อลดภาวะโลกร้อน เหตุใดการเคหะแห่งชาติจึงเลือกตัดโค่นต้นไม้จนแทบไม่เหลือ

ภายหลังเกิดเหตุ กลุ่มตัวแทนชาวบ้านและกรรมการนิติบุคคลบางส่วนได้เดินทางเข้าไปสอบถามและเจรจากับเจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติภายในสำนักงานโครงการ
ทางเจ้าหน้าที่และหัวหน้าสำนักงานชี้แจงว่า การเคหะแห่งชาติได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้อยู่อาศัยในอาคาร 2 หลังมีกิ่งไม้หักตกใส่หลังคารถยนต์ที่จอดอยู่ภายในโครงการ แม้จะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีการเคลมประกัน แต่ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน การเคหะแห่งชาติมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและทรัพย์สินภายในพื้นที่
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ภายหลังการตัดต้นไม้ออกแล้ว จะมีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อใช้เป็นลานจอดรถรองรับผู้พักอาศัยเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยตัวแทนกรรมการนิติบุคคลเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติได้กล่าวในลักษณะว่า หากลูกบ้านต้องการเก็บต้นไม้เหล่านี้เอาไว้ จะต้องลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดแทนการเคหะแห่งชาติ จึงจะสามารถสั่งระงับการตัดต้นไม้ได้ เนื่องจากต้นไม้มีรากขนาดใหญ่และอาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ทำให้ผู้พักอาศัยหลายรายรู้สึกผิดหวังต่อแนวทางการแก้ปัญหาของหน่วยงาน
ล่าสุด ผู้จัดการอาคารอยู่ระหว่างประสานงานเพื่อขอให้คงต้นไม้บริเวณทางออกที่เหลืออีก 5 ต้นเอาไว้ โดยเสนอให้ตัดเฉพาะกิ่งไม้ที่พาดเกี่ยวสายไฟเพื่อความปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการตัดโค่นถึงโคนต้น

นอกจากปัญหาการตัดต้นไม้แล้ว กลุ่มผู้พักอาศัยเจ้าของร่วมยังได้วิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการโครงการของการเคหะแห่งชาติในหลายประเด็น โดยมองว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา โครงการมีสภาพทรุดโทรมลงอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การละเลยการซ่อมบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ โดยตู้รับบัตรที่จอดรถชำรุดเสียหายเป็นเวลานานแต่ไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้อาคารจอดรถบางส่วนมีสภาพรกร้างจนถูกเปรียบว่าเป็นสุสานรถยนต์
อีกประเด็นคือเรื่องอัตราค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งชาวบ้านมองว่ามีการกำหนดค่าเช่าสูงเกินความเหมาะสม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากทยอยย้ายออก รวมถึง Top Supermarket ที่เคยเป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญของโครงการ
ปัจจุบันพื้นที่พลาซ่าหลายส่วนอยู่ในสภาพเงียบเหงา ร้านค้าจำนวนมากประสบปัญหาขายสินค้าไม่ได้ ขณะที่ในช่วงเวลากลางคืนกลับมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งเสียงดังรบกวนผู้อยู่อาศัย จนหลายคนได้รับผลกระทบจากปัญหาเสียงรบกวน
ลูกบ้านรายหนึ่งระบุว่า มูลค่าคอนโดมิเนียมลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตัดสินใจซื้อเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต สระว่ายน้ำ และพื้นที่ส่วนกลางต่าง ๆ แต่ปัจจุบันหลายอย่างไม่หลงเหลืออยู่แล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการบริหารจัดการในลักษณะนี้กำลังทำให้โครงการค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง
ด้านกรรมการนิติบุคคลรายหนึ่งเปิดเผยว่า จะพยายามประสานเชิญผู้บริหารระดับสูงของการเคหะแห่งชาติที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง เข้าร่วมประชุมกับผู้พักอาศัยเพื่อชี้แจงข้อสงสัยและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะประเด็นค่าเช่าพื้นที่พลาซ่าที่ถูกมองว่าสูงเกินความเป็นจริง เพื่อดึงดูดตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตกลับเข้ามาดำเนินกิจการอีกครั้ง และฟื้นฟูบรรยากาศของชุมชนประชานิเวศน์ 1 ให้กลับมามีชีวิตชีวาเช่นเดิม ซึ่งชาวบ้านยืนยันว่าจะติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป