วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว รัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน รับหนังสือร้องเรียนจาก พ.ต.อ. มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งของ กกต. ในวันที่มีการเลือก สว. ระดับประเทศเมื่อปี 2567 และกลุ่มผู้สมัคร สว. บางส่วน เพื่อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อพิรุธในกระบวนการเลือก สว. รวมถึงข้อพิรุธในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

พ.ต.อ. มนัสกล่าวว่า ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ตนได้รับแจ้งข้อมูลจากผู้สมัครว่ามีการจับกลุ่มฮั้ว โดยมีโพยฮั้วเป็นเบาะแสสำคัญ เมื่อทราบเรื่อง ตนได้แจ้งข้อมูลต่อ กกต. และแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับประเทศในขณะนั้น แต่แสวงกลับกล่าวว่า “ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเตรียมวางแผนกันมาดีแล้ว” ข้อมูลนี้ถือเป็นประตูสำคัญที่ทำให้การฮั้ว สว. สำเร็จ โดยมีข้อสังเกตว่าแสวงได้ปกปิดข้อมูลและไม่ยอมนำไปชี้แจงต่อ กกต. ชุดใหญ่ นอกจากนี้ ตนยังมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ กกต. เข้าไปเก็บโพยจากผู้สมัคร โดยถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ตนได้แจ้งต่อแสวงไว้ตั้งแต่ต้น ทว่าต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ทาง กกต. กลับออกข่าวประชาสัมพันธ์ปฏิเสธว่าสิ่งที่ตนแจ้งไปนั้นไม่เป็นความจริง การมาร้องเรียนในวันนี้จึงเป็นการยืนยันว่าการเลือก สว. ในวันนั้นมีหลักฐานการเก็บโพยจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานเหล่านั้นในปัจจุบันหายไปอยู่ที่ใด
พ.ต.อ. มนัสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีนี้ ได้สรุปสำนวนพบขบวนการทุจริตเลือก สว. จำนวน 229 คน ซึ่งรวมถึง สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาฯ ปัจจุบัน แม้คณะกรรมการไต่สวนจะชี้ว่ามีมูล แต่ กกต. กลับตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดใหม่ (ชุดที่ 36) ขึ้นมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือพวกพ้อง พฤติการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า กกต. อาจไม่ใช่หน่วยงานจัดการเลือกตั้ง แต่กลายเป็นหน่วยงานที่จัดให้มีการโกงเลือกตั้งแทน
ด้านพริษฐ์กล่าวว่า ตนขอขอบคุณผู้มาร้องเรียนที่ได้นำเอกสารสำคัญมายื่นให้ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความหนักแน่นเพราะมาจากผู้ตรวจการเลือกตั้งโดยตรง พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าในฐานะพรรคฝ่ายค้านจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้นต่อไป โดยขณะนี้คดีฮั้ว สว. กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ อย่างที่ทราบกันว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ได้มีมติว่ามีผู้กระทำความผิดที่มีมูลจำนวน 229 คน ที่คณะไต่ส่วนเห็นว่า กกต. ควรมีมติดำเนินคดีและส่งเรื่องต่อไปที่ศาล โดย 130+ คนเป็น สว. ปัจจุบัน และอีก 90+ คนเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมือง รวมถึงมีหลายคนที่อาจนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในคณะรัฐมนตรีด้วย สำหรับขั้นตอนปัจจุบัน อำนาจการตัดสินใจขณะนี้จึงอยู่ที่ กกต. ว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณา หรือจะมีการเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือ บางบุคคลสำคัญ เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล
ทั้งนี้ ในเมื่อแสวงให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ว่า กกต. จะเริ่มพิจารณากรณีดังกล่าวแล้ว พริษฐ์จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า หาก กกต. มีมติเป่าคดี จนเรื่องไปไม่ถึงศาล กกต. ต้องตอบสังคมถึง 4 คำถามหรือข้อพิรุธที่ตนขอตั้งไว้ล่วงหน้า
1. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่า กกต. ได้ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือไม่สำหรับแต่ละคดี เพราะในคดีอื่นๆก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติส่งหลายคดีไปที่ศาลแล้ว แม้จะมีหลักฐานเป็นเพียงข้อความในไลน์เพื่อขอคะแนนกัน ซึ่งหลายๆ เรื่องศาลได้พิพากษาว่ามีความผิดด้วย ดังนั้น หาก กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องครั้งนี้ไปที่ศาล ทั้งๆ ที่หลักฐานที่คาดว่าอยู่ในสำนวนของดีเอสไอและของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความหนักแน่นมากกว่าหรือไม่น้อยไปกว่าคดีก่อนๆ ตนจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคดีหรือไม่ และเพราะอะไร
2. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่า กกต. ได้ใช้วิธีการตั้ง “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36” ของ กกต. ขึ้นมาเพื่อฟอกขาวคดีนี้หรือไม่ เนื่องจาก กกต. ไม่เคยออกมาชี้แจงประเด็นที่ตนเคยอภิปรายสอบถาม กกต. กลางสภาฯ ว่าเหตุใดจึงต้องตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมากลั่นกรองเป็นการเฉพาะ แทนที่จะใช้คณะอนุกรรมการ 1 ใน 35 ชุดที่ กกต. มีอยู่แล้ว ซ้ำร้ายในจำนวน 7 อนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ที่เข้ามาทำหน้าที่ หลายคนยังมีประวัติที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับคดีทุจริตคอร์รัปชัน หรือได้แสดงท่าทีที่อาจมองได้ว่าขาดความเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่
3. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวของ กกต. เข้าข่ายเป็นการต่างตอบแทนกันกับ สว. หรือไม่ เนื่องจาก 4 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้งชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งได้จากการผ่านการรับรองโดยมติของวุฒิสภา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่คือกลุ่ม สว. ที่อยู่ในสำนวนคดีนี้ ประชาชนจึงย่อมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การตัดสินใจของ กกต. เป็นการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ หรือการได้รับการรับรองมาเป็น กกต. นั้น มีเงื่อนไขแอบแฝงหรือไม่ว่าจะต้อง “ช่วยน้ำเงินด้วย”
4. หาก กกต. มีมติให้เป่าคดีจริง เราต้องตั้งคำถามว่ามติดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หรือไม่ ซึ่งจะสอดคล้องกับพยานหลักฐานใหม่ที่ได้รับในวันนี้ (ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องต่อไป) โดยหลักฐานดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าในวันเลือก สว. ระดับประเทศ กรรมการ กกต. บางคน และเลขาธิการ กกต. ได้ละเลยการตรวจสอบกรณีการใช้โพยฮั้วที่มีการชี้เป้าให้ ซึ่งขัดแย้งกับแถลงการณ์ของ กกต. ที่ออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568
พริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งหมดนี้คือ 4 คำถามหรือข้อพิรุธที่เราต้องถามไว้ล่วงหน้าถึง กกต. หาก กกต. มีแนวคิดว่าจะมีมติเป่าคดีสำหรับ 229 คน ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ชี้ว่า กกต. ควรดำเนินคดีและส่งต่อไปที่ศาล
ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน พวกเรากำลังพยายามอย่างยิ่งในการใช้กลไกสภาฯ เพื่อตรวจสอบเรื่องนี้ผ่านคณะกรรมาธิการกิจการศาลและองค์กรอิสระฯ โดยได้มีการเชิญ กกต. มาชี้แจงล่วงหน้าถึงสองสัปดาห์ แต่ในการนัดหมายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (4 มิถุนายน) กกต. กลับแจ้งว่าขอเลื่อนก่อนวันประชุมเพียงไม่กี่วัน และเมื่อนัดหมายใหม่เป็นวันพฤหัสบดีนี้ ตนก็ได้รับทราบมาเมื่อเช้าว่ามีการประสานมาว่าขอเลื่อนอีกครั้ง พฤติการณ์ทั้งหมดนี้ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. กำลังพยายามหลบหนีการตรวจสอบจากสภาฯ หรือไม่ ซึ่งหาก กกต. ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาและ 4 ข้อพิรุธที่ตนได้ตั้งคำถามไว้ในวันนี้ กกต. ควรพิจารณาและมีมติอย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ในการส่งเรื่องไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่