จากกรณีที่เพจดังได้ออกมาโพสต์ข้อความ ถึง รายการโหนกระแส ระบุว่า ผมอยากเห็นรายการโหนกระแสไปไกลกว่านี้ เป็นสติปัญญาให้ประชาชนครับ ผมเห็นข่าว ฟารีดา ติณติณ ในรายการ โหนกระแส ได้ airtime ถึง 3 ครั้ง
ในช่วงเวลานี้ ที่ข่าวการเมืองร้อนแรง ชวนให้ผมคิดว่า ผมเสียดายนะ รายการที่ควรเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนได้ไกลกว่า "ประเด็นใต้เตียงดารา" กลับให้ความสำคัญกับข่าวนี้สูงมากขนาดนี้เลย
ในมุมมองผม ผมมองว่า
1) รายการน่าจะมุ่งเป้าไปที่ประโยชน์สูงสุดคือ "คนดูได้อะไรจากข่าวนั้น?" เพื่อขับเคลื่อนสังคม เป้นแสงสว่างให้ประชาชน และพัดพาประชาชนไปสู่สติปัญญา
2) ผมมองว่าสิ่งที่ประชาชนสนใจ มันก็ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่การเป็น Agenda Setter ของสื่อที่จะกำหนดประเด็นให้แต่ละวัน ว่าคุณจะ Bold ข่าวไหน ให้ประเด็นนั้นมีความเข้มในใจของประชาชน
3) ผมไม่รู้สึกว่า "ฟารีดา" ต้องซ้ำถึง 3 ครั้ง มันควรจบตั้งแต่ครั้งแรก และเป็นการออกรายการแบบ 2 ฝ่าย ที่ประเด็นเดียวคือเรื่องตรวจ DNA แล้วจบ ไม่ต้องไปขยี้อดีต เพราะทุกคนก็เคยมีอดีต พิธีกรอย่างพี่หนุ่ม กรรชัย ก็มีอดีต ทุกคนต่างมีเส้นเรื่องของตัวเอง เลยรู้สึกว่ามันถูกพูดถึงเป็น "ละครข่าวให้ดูสนุก" มากกว่าให้สาระกับคนดู
4) ที่ผ่านมา ผมไม่เขียนถึงข่าวนี้เลย เพราะผมคิดว่าสุดท้าย สังคมคงหาจำเลยเป็นใครสักคน แต่มันจะดีกว่ามาก ถ้าเรื่องระหว่าง 2 คน ถูกสะสาง ด้วยตัวกลางที่มาช่วยให้จบ มากกว่าขยี้ให้ใครบางคนกลายเป็น "ตัวร้าย" เพราะในความสัมพันธ์ของคนสองคน ก็ต่างร่วมกันสร้างมาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งสร้างลูกได้ด้วยตัวคนเดียว มันคือความรับผิดชอบของคน 2 คน โดยที่ไม่พยายามจี้จุดให้ใครต้องรับผิดอย่างโดดเดี่ยวลำพังก็ได้
5) สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ หน้าของข่าวการเมือง ถูกใส่ใจบ้าง ประโยชน์ที่ประชาชนกำลังจะสูญเสีย กับงบประมาณที่รัฐจะใช้ไป เอาภาษีของประชาชนไปใช้ เอาผืนป่าไปจากอุทยาน ผมอยากเห็นโหนกระแสไปไกลกว่านี้ครับ มันจะดีมากจริงๆนะ ฝากพิจารณาครับ
ผมคิดว่า ประชาชนไม่ได้อยากรู้เรื่องคุณฟารีดาถี่ขนาดนั้น จริงๆนะ ผมเชื่อว่าประชาชนเองก็อยากเสพข่าวที่มีคุณค่ากับพวกเขาเหมือนกันครับ

ลองหา Airtime เพิ่มขึ้น เพื่อประเด็นที่ไกลกว่าข่าวผัวเมีย สร้างประโยชน์ได้ในวงกว้างอย่างแท้จริงครับ
ต่อมา คุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรรายการ โหนกระแส ได้ออกมาตอบโต้ผ่านช่องทางส่วนตัว โดยชี้แจงว่ารายการ 'โหนกระแส' ถูกออกแบบมาในรูปแบบที่เป็นอยู่แล้ว พร้อมกล่าวเชิงเปรียบเปรยว่าชีวิตคนเราไม่ได้มีเพียงไฟเขียวเสมอไป แต่ย่อมมีทั้งไฟเหลืองและไฟแดง ซึ่งหมายถึงการนำเสนอข่าวที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เรื่องดีๆ เพียงอย่างเดียว
คุณหนุ่ม กรรชัยยังระบุว่าตนเองเคยนำเสนอเรื่องราวดีๆ อื่นๆ มาแล้ว แต่ไม่เห็นมีการกล่าวถึง และยืนยันว่ารายการไม่จำเป็นต้อง 'ไปไกลกว่านี้' อย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยตนเองมีความพอใจกับขอบเขตการนำเสนอในปัจจุบัน พร้อมขอบคุณสำหรับความหวังดี และแนะนำให้ผู้ที่ต้องการรับชมรายการที่มุ่งเน้น 'ประเทืองปัญญา' ให้ไปติดตามรายการอื่น
นอกจากนี้ ในช่วงท้ายของข้อความ คุณหนุ่ม กรรชัยยังได้กล่าวถึงทนายความหญิงหลายคนที่ขึ้นศาลว่าความ โดยมีการพาดพิงถึงการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก และตั้งข้อสังเกตว่าผู้พิพากษาอาจไม่สามารถอ่านสีหน้าได้
